Author Topic: "สิ่งธรรมดา" คือ "สิ่งพิเศษ"  (Read 1152 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline Sixpsy

  • Trade Count: (0)
  • Prince
  • **********
  • Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 45 : Exp 36%
    HP: 0%

  • Posts: 3,108

  • ThankCool Statistics
    Give : 15
    Take : 3

  • Gender: Male
บางครั้งในชีวิตประจำวัน เรารู้สึกว่ามีหน้าที่หลายอย่างที่เรา “ต้องทำ” ทั้งๆ ที่ขี้เกียจแสนขี้เกียจ หรือเหนื่อยแสนเหนื่อยแล้วจากการทำงาน เช่น การล้างจาน การท่องหนังสือ การจดจ่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แถมพ่อแม่หลายท่านในปัจจุบัน นอกจากทำงานเหนื่อยแล้ว ยังต้องมานั่งรับส่งลูกเรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์อีก เวลานั่งรอบางครั้งก็เหนื่อย จนลืมชื่นใจความเก่งความน่ารักของลูก
สิ่งเหล่านี้ดูธรรมดาและดูเหมือนเป็น “หน้าที่” ที่เราต้องกระทำ ทั้งๆ ที่บางครั้ง ทำให้เราหงุดหงิดพอควรเลย

ตัว หนูดี เป็นคนเกลียดการล้างจานมาก เพราะไม่ชอบความเหนอะของคราบอาหาร และความสากมือหลังจากล้างจานเสร็จ ถึงขนาดมีกฎประจำใจเลยว่า ผู้ชายคนไหนจะมาขอ หนูดี แต่งงาน หนูดี จะให้ล้างจานให้ดูก่อน แถมอาจมีการเซ็นสัญญากันว่า หนูดียินดีทำอาหารทุกชนิด แต่ฝ่ายชายต้องรับอาสาเป็นผู้ล้างจาน

จนกระทั่งวันหนึ่ง หนูดี ได้ไปปฏิบัติธรรมในวิถีเซน การไปอยู่วัดครั้งนั้นทุกคนต้องล้างจานเอง พระสอนว่าเวลาล้างจานเราต้องการอะไรจากการล้างจาน คำตอบของพวก หนูดี คือ เราต้องการให้จานสะอาด(แหม ถามอะไรตอบง่ายอย่างนี้ ก็มันชัดเจนอยู่แล้ว ใช่ไหมคะ) แต่ท่านบอกว่า ตอบผิดค่ะ

อ้าว ถ้าไม่อยากให้จานสะอาดแล้วจะล้างไปทำไมคะ หนูดี งงมาก ท่านตอบว่าจากนี้ไปขอให้ล้างจานเพื่อล้างจานได้ไหม ทำไมต้อง “ล้างจานเพื่อล้างจาน” กว่า หนูดี จะเข้าใจและทำได้ก็ผ่านไปจากนั้นนานแสนนาน และทุกวันนี้หนูดีก็ยังฝึกเป็นประจำ

เคล็ดอยู่ตรงนี้เองค่ะ หากเราล้างจานเพื่อต้องการให้จานสะอาด ก็เหมือนกับเราโยนทิ้งปัจจุบันแล้วรอให้ความสุขเกิดขึ้นในอนาคต แต่ปัจจุบันคือความทุกข์ที่ต้องอยู่กับจานสกปรก เราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อจานสะอาดแล้วเท่านั้น สรุปว่าใช้ชีวิตแค่กับเป้าหมาย รอให้เป้าหมายเป็นผลแล้วค่อยยอมปล่อยใจให้เป็นสุข แต่หากเราเปลี่ยนมาเป็นทำใจให้สุขในขณะล้างจาน จิตจดจ่ออยู่กับน้ำ ฟองน้ำและจาน เป็นสุขอยู่ตรงนั้น

ซึ่งหลังจากครั้งแรก พระท่านก็สอนที่สูงขึ้นไปอีกว่า จินตนาการดูสิว่า จานเป็นพระพุทธรูปและเรากำลังชำระล้างท่านให้สะอาดอยู่ น่ารักมากเลยค่ะ ไม่เห็นต้องรอวันสงกรานต์แล้วค่อยสรงน้ำพระ ถ้าคิดอย่างนี้ได้ ความสุขเล็กๆ ก็เกิดขึ้นได้ตลอดวัน

ในการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุข หนูดี คิดว่าเราต้องแยกให้ออกระหว่างวิถี และเป้าหมายก่อน คนส่วนใหญ่มักเอาความสุขไปผูกไว้กับ “เป้าหมาย” แต่หลงลืมว่าเวลาเกือบทั้งหมดในชีวิตอยู่ที่ “วิถี” ในการไปถึงเป้าหมายนั้น

เหมือนเมื่อก่อน หนูดี ตั้งเป้าไว้ว่าจะเรียนให้ได้คะแนนดีๆ ให้ได้เกียรตินิยม และระหว่างภาคเรียนจะต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหน หนูดี ไม่มีหวั่น เพราะเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก พอสอบเสร็จโล่งอกสบายใจ ได้เกรดดีๆ ก็ดีใจอยู่แผล็บเดียวเดี๋ยวก็เปิดเทอมอีกแล้ว จะเป็นจะตายต่อไปอีกเทอม พอมาดูจริงๆ แล้วเรียนปริญญาตรีเราจะได้เห็นเกรดตัวเองหลักๆ ก็ 8 ครั้ง โอ้โห เวลา 4 ปี จะยอมให้ตัวเองมีความสุขใหญ่ๆ แค่ 8 ครั้ง ก็ดูเป็นชีวิตที่เศร้าสร้อยไปหน่อยนะคะ

ดังนั้นการกลับมาปรับ “วิถี” ให้เรามีสุขขึ้นในระหว่างทาง กลับทำให้ดัชนีความสุขมวลรวมของชีวิตเราพุ่งสูงขึ้นอีกมาก เมื่อหารเฉลี่ยแล้วทั้งชีวิตเราน่าจะมีความสุขขึ้นอีกมากนะคะ เดี๋ยวนี้หนูดีเลยมีกฎในการใช้ชีวิตว่า “วิถีคือเป้าหมาย” พูดง่ายๆ ว่า การทำใจให้สุขเป็นประจำวัน มีสุขในวิถี นั่นแหละคือเป้าหมายของหนูดี

ส่วนเป้าหมายใหญ่ๆ ภายนอกก็ยังมีอยู่ค่ะ ไม่ได้ทิ้งหายไปไหน หนูดี ยังคงวางแผนชีวิตและมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่เช่นเดิม...อาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะตัวหนูดีคนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ยังรวมคนอื่นๆ ในสังคมเข้ามาอีกด้วย และ หนูดี ไม่รอให้ “เป้าหมายสำเร็จ” แล้วค่อยเป็นสุข...ไม่มีกฎอะไรกำหนดนี่คะว่าต้องรอ ก็เลยขอเป็นสุขเรื่อยๆ ดีกว่า

ท่าน ติช นัท ฮันท์ พูดเรื่องนี้ไว้ดีมาก หนูดี เอามาเขียนเตือนใจตัวเองหน้าหนังสือ “ขอบคุณสรรพสิ่ง” ที่เขียนก่อนนอนเลยค่ะว่า “ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินอยู่บนอากาศ แต่ปาฏิหาริย์คือการเดินอยู่บนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว” หนูดี เห็นด้วยอย่างมาก เพราะชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง “ธรรมดา” เช่น ตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ ตอนเย็นกลับมาก็เห็นหน้าภรรยาหรือสามีคนเดิมๆ ใส่ชุดธรรมดาๆ...หน้าตาเราหรือก็ธรรมดาๆ...ใช่ค่ะ เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ กันทั้งนั้น

แต่ถ้าความ “ธรรมดา” นี้หมดไปล่ะคะ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือสามีเราถูกรถชนตาย หรือเราถูกไล่ออกจากงานที่เราเบื่อแสนเบื่อ เรื่องก็จะ “ไม่ธรรมดา” ไปในทันที และในเวลานั้นเอง เราจะหวนมาคิดเสียดายความ “ธรรมดา” จนใจแทบจะขาด หนูดี ไม่ได้พูดเองเออเองนะคะ แต่เพราะหนูดีอยู่ในอาชีพที่ได้เห็นความพลัดพรากสูญเสียในครอบครัวมาเยอะมาก จนเกิดเป็นกฎประจำใจเลยว่า ให้เรารีบชื่นชมกับความ “ธรรมดา” ที่เรามีและใช้ชีวิตประ หนึ่งว่า สิ่งนั้นคือสิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล เพราะสิ่งธรรมดาๆ แท้จริงแล้วคือสิ่งที่พิเศษที่สุดค่ะ

วันนี้ หนูดี ขอชวนแฟนๆ คอลัมน์ลองมองหาสิ่งธรรมดาๆ สักสองสามสิ่งที่เรามองข้ามไปแล้วลองคิดขอบคุณเขาไหมคะ เช่น วันนี้เราไม่ปวดฟันเลย ขอบคุณฟันที่อยู่อย่างปกติ หรือวันนี้ลูกของเรายังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า เรามีความสุขจัง หรือแม้แต่วันนี้รถของเรายังไม่ถูกชน โชคดีจังเลย

เรื่องสุดท้ายนี่ หนูดี คิดเป็นประจำเลยค่ะ เพราะในโลกนี้ หนูดี เป็นหนึ่งในคนที่รถชอบโดนชนประจำ ขนาดขับช้าเหมือนเต่าคลาน ดังนั้นหากวันไหนรถ หนูดี อยู่ในสภาพสมบูรณ์ แค่ได้มอง เห็น ก็เป็นสุขแล้วค่ะ

...สุขสันต์วันธรรมดาๆ อีกวันหนึ่ง ขอให้ทำงานอย่างเป็นสุข ...


เรื่องโดย : วนิษา เรซ

Credit : http://www.tipinasia.info/webboard/view.php?id=28

Offline pepper

  • Trade Count: (0)
  • Prince
  • **********
  • Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 51 : Exp 42%
    HP: 0.3%

  • Posts: 3,990

  • ThankCool Statistics
    Give : 532
    Take : 215

  • Boardgame Horror
Re: "สิ่งธรรมดา" คือ "สิ่งพิเศษ"
« Reply #1 on: November 10, 2008, 05:00:04 PM »
ขอบคุณอินเตอร์เน็ต ที่ทำให้เราเข้าบอร์ดได้ทุกๆ วัน เอิ๊กๆ  ;D 
My gameplay.